ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ : อนุสรณ์ ติปยานนท์
เราอ่านหนังสือมามาก หนังสือที่อ่าน บ้างก็นิยาย บ้างก็ปรัชญา
ขึ้นอยู่กับว่า ในภาวะอารมณ์ช่วงนั้น ชีวิตเราเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับอะไร
อารมณ์ของเรา เมื่อมีหนังสือในแนวไหนมาเสริม เราจึงจะเข้าถึงในอารมณ์นั้น ๆ มากขึ้น
วันหนึ่งประมาณเที่ยงคืน เป็นปกติแล้วสินะ ที่เด็กนักเรียนชั้นม.5 คนหนึ่ง
ยังวุ่นอยู่กับการท่องอินเตอร์เน็ต ซึ่งดูจะไม่เกิดประโยชน์เท่าไหร่กับชีวิตนักเรียนมัธยมปลายใกล้เข้ามหาลัย
แต่ในคืนหนึ่ง ทำให้เราได้พบหนังสือเล่มหนึ่ง
แค่ชื่อเรื่อง ก็กระตุ้นความอยากรู้ของเราว่า อะไรนะ คือ "ความลับในรอยจูบ"
แล้วเกี่ยวอะไรกับลอนดอน
เราจะขอวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ ตามประสาคนปกติทั่วไป ไม่ได้มีวิชาการวิจารณ์อะไร
หลักการก็แค่
1. สมเหตุสมผล
2. มีภาษาที่สละสลวย
3. มีจุดโดดเด่นจากหนังสือเล่มอื่น
4. มีเค้าโครงเรื่องที่น่าสนใจ หักมุม หรือ อะไรที่ ผู้อ่านนึกไม่ถึง ทำให้เรารู้ว่า "เออ มันคิดแบบนี้ก็ได้นะ" "เออมันก็มีแบบนี้อยู่ด้วยนะ"
หนังสือเล่มนี้ มีครบทั้ง 4 ข้อที่เราบอกมา
จะเริ่มจากข้อ 1
แน่นอน นี่ไม่ใช่นิยายแฟนตาซี หรือนิยายน้ำเน่าอะไร ที่คือ นิยายที่กลั่นมาจาก ประสบการณ์จริง
ด้วยความที่เกิดจากประสบการณ์จริง แน่นอน ภายใต้ตัวอักษรเหล่านั้น ย่อมเต็มไปด้วย อารมณ์ ความรู้สึกของผู้เขียน
เราจึงชื่นชมนักเขียนคนนี้เป็นอย่างมาก ที่เค้าสามารถทำให้เรารับรู้ในสิ่งที่เค้ารู้สึก
ราวกับว่า เราเป็นผู้ประสบเหตุการณ์นี้เอง
ข้อ 2
เราชอบการเปรียบเปรยของหนังสือเล่มนี้
อย่างเช่น ในตอนหนึ่งของหนังสือ ต้องขอโทษอย่างมาก ที่จำไม่ได้ว่าบทไหนเพราะตอนนี้หนังสือได้ให้เพื่อนสนิทที่รักที่สุดยืมไปแล้ว แน่นอนล่ะ ถ้าเรารู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ดี เราก็อยากจะแบ่งปัน สิ่งดีๆ ให้คนที่เรารักอยู่แล้ว
เนื้อหาบางส่วนจากในหนังสือ ขออภัยที่ไม่ได้ตรงตามหนังสือ เป๊ะ ๆ แต่ประมาณว่า
"เปรียบความรัก เหมือนบ่อน้ำบ่อหนึ่ง ที่ผู้คนต่างใช้ความพยายามอย่างสูงสุด กระโจน ลงไปดื่มกินมัน อย่างกระหาย แล้วน้ำบ่อนั้นก็หมดไป ผู้คนก็ทิ้งมันไว้ ถอยตัวเองออกมา และหาบ่อถัดไป พวกเขามัวแต่ดื่มกินมัน แต่ไม่รู้จักเติมน้ำกลับไปสู่บ่อ เพื่อให้ยังมีน้ำให้ดื่ม"
และยังมีเนื้อหาอีกหลายตอน ที่เราชอบมากๆ จุดเด่นของนักเขียนคนนี้ คือการอุปมาอุปมัย เปรียบเทียบ เลยล่ะ
และยังมีการเปรียบความรัก เปรียบการร่วมรัก เหมือนการปรุงอาหาร โอ้วพระเจ้า แล้วมันก็มารวมกันได้อย่างลงตัวเหมือนอาหารจารหนึ่งที่มีครบทุกรส (เราชักจะติดการเปรียบเทียบมาจากหนังสือเล่มนี้ซะแล้ว 555)
ข้อ 3 มีจุดโดดเด่นจากหนังสือเล่มอื่น
ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้(อีกประการหนึ่งและจะมีอีกหลายประการตามมา) ก็คือ การเล่าเรื่องผ่านการเดินทาง ผู้เขียนได้เดินทางไปในประเทศต่างๆ เกือบทุกมุมโลก (หรือทุกมุมโลกแล้วอันนี้เราก็ไม่อาจทราบได้ แต่ถ้าเจอตัวจริงคงไม่ถามเรื่องนี้ คงกระโดดหอมแก้ม เพราะดูท่าจะเป็นผู้ชายโรแมนติก กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก) เหตุการณ์ทีเกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ มีเหตุผลรองรับของมัน เหตุการณ์บางอย่างก็เกิดขึ้นจากวัฒนธรรม โอ๊ย ยิ่งบรรยายข้อนี้ ยิ่งเวิ่นเว้อ เราว่า ทุกคนควรไปหาอ่านจะดีกว่า 555555555555
ถ้ามองหนังสือเล่มนี้ให้เป็นสี ๆ หนึ่ง เรามองว่า เล่มนี้เป็นสีฟ้าเข้มหม่น มันให้อารมณ์แบบนั้นจริงๆนะ
หรืออารมณ์ที่เรียกว่า blue นั่นเอง แต่ปกกลับเป็นสีชมพูซะงั้น ไม่อ้ะในความคิดเรามันเป็นสีที่ว่าไป
ข้อ 4 เค้าโครงเรื่อง
หนังสือเล่มนี้ได้มีการจัดเนื้อหาไว้เป็นบท ๆ ซึ่งเราว่า ผู้เขียนมีการเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ดีมาก ถ้าเกิดว่าผู้เขียนสลับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หนังสือเล่มนี้จะไม่ทำให้เรารู้สึก "อิ่ม" แบบนี้เลย
เนื้อเรื่องมีความสนุกน่าติดตาม ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นถึงความฉลาดมีไหวพริบของผู้เขียน มีทั้งความรู้ทางประวัติศาสตร์ อาหาร ภูมิประเทศ และวัฒนธรรม
สิ่งที่จะพิมพ์ต่อไปนี้ สามารถจัดอยู่ในข้อ 3 และ ข้อ 4 ได้
นั่นก็คือ ผู้เขียนนำการจากลา มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว ในหนังสือเล่มนี้ แสดงถึง การจากลาในหลาย ๆ รูปแบบ
แต่ละรูปแบบ มีเหตุการณ์ที่แตกต่างกันออกไป แต่จุดจบเดียวกันก็คือ "การจากลาและคงไว้ซึ่งความทรงจำ"
นี้เป็นทั้งจุดเด่นของเรื่อง และเค้าโครงของเรื่อง
ซึ่งอาจจะสรุปได้ว่า ข้อ 1,2,4 คือ จุดเด่นของเรื่องนี้ทั้งหมดนั้นเอง
งง อ้ะดิ 55555555555 พิมพ์เองยัง งง เองเลยค่ะ ต้องขออภัย มึนๆนิดนึง
เรื่องนี้ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของ "เวลา" เพราะสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ คือ "ฆ่าเวลา" ทิ้งมันไปซะเล่นๆ อย่างก่ะมันย้อนกลับไปได้ อีกอย่างที่มาคู่กับเวลาคือ "การลาจาก" เพราะไม่มีอะไรอยู่กับเราไปได้ ตลอด"เวลา"
อันที่จริงเราก็ปลงในข้อนี้มาแล้ว แต่จะให้ปลงตกเสียเลย ก็คงจะไม่มีแรงขับเคลื่อนในการทำอะไร
เราว่า ชีวิตเราเพิ่งเริ่มต้นด้วยซ้ำ เราเห็นจุดจบของมันอยู่เสมอ แต่เราก็ไม่ไปจมอยู่กับจุดจมนั้น แต่ยิ่งทำให้เรา เก็บเกี่ยวอะไรๆระหว่างทาง ที่เราเดินไปหาจุดจบนั้น มากกว่า
บางที จุดจบ มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่างก็ได้
ไปทำการบ้านแล้วนะคะ หนังสือเล่มนี้ รวิสรา ให้ 10/10 ค่ะ
ปล. เรายังคงไม่เข้าใจ "ความลับในรอยจูบ"
